สัญญาขายฝากอ่านยังไง จุดไหนต้องระวังก่อนเซ็น

-
-
-

ช่วงหลัง INNOHOME เจอเคสคนถือบ้าน คอนโด หรือที่ดินเข้ามาปรึกษาเรื่องขายฝากมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคนเข้าใจว่าแค่ได้เงินครบและไปจดทะเบียนที่กรมที่ดินก็ถือว่าปลอดภัยแล้ว ทั้งที่ความจริงปัญหาใหญ่ของการขายฝากมักไม่ได้เริ่มตอนรับเงิน แต่มาเกิดตอนใกล้ครบกำหนดไถ่ หรือวันที่เจ้าของทรัพย์เพิ่งรู้ว่าในสัญญามีเงื่อนไขบางอย่างที่ตัวเองไม่เคยเข้าใจตั้งแต่แรก บางคนคิดว่าขายฝากเหมือนจำนอง บางคนไม่รู้ว่ากรรมสิทธิ์ถูกโอนไปทันทีตั้งแต่วันเซ็น และบางกรณีเสียทรัพย์ทั้งที่มูลค่าทรัพย์สูงกว่าเงินที่ได้รับหลายเท่า INNOHOME จึงอยากทำบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนที่กำลังจะทำสัญญาขายฝาก อ่านสัญญาให้ออกก่อนเซ็นจริง เพราะในโลกอสังหาริมทรัพย์ รายละเอียดไม่กี่บรรทัดในสัญญา อาจเป็นจุดตัดสินว่าคุณจะได้ทรัพย์คืนหรือเสียมันไปถาวร

สัญญาขายฝาก คืออะไร

สัญญาขายฝาก คือการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รูปแบบหนึ่งที่ผู้ขายฝากโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อฝากทันที แต่ยังมีสิทธิไถ่ทรัพย์คืนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา จุดสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การขายฝากไม่ใช่การกู้เงินแบบจำนอง เพราะทันทีที่จดทะเบียนขายฝาก กรรมสิทธิ์ในบ้าน ที่ดิน หรือคอนโด จะเปลี่ยนไปเป็นชื่อผู้ซื้อฝากแล้วทันที เพียงแต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ขายฝากสามารถซื้อคืนได้ภายในเวลาที่ตกลงกันไว้เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอ่านสัญญาขายฝากจึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะคุณกำลังเซ็นเอกสารที่มีผลต่อกรรมสิทธิ์จริง ไม่ใช่แค่สัญญากู้เงินทั่วไป

ความสำคัญสัญญาขายฝาก

สัญญาขายฝากคือเอกสารที่กำหนดทุกอย่างตั้งแต่วงเงินที่ได้รับ ดอกเบี้ย สินไถ่ ระยะเวลาไถ่ถอน ไปจนถึงเงื่อนไขกรณีผิดนัด ซึ่งหลายครั้งสิ่งที่พูดคุยกันปากเปล่าอาจไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนอยู่จริงในเอกสาร โดยเฉพาะเรื่องกำหนดเวลาไถ่ถอน ค่าปรับ หรือสิทธิการอยู่อาศัยหลังขายฝาก INNOHOME มองว่า จุดอันตรายที่สุดของการขายฝากไม่ใช่ดอกเบี้ยแพงเสมอไป แต่คือการที่เจ้าของทรัพย์ไม่เข้าใจสิทธิของตัวเองในสัญญา เพราะเมื่อถึงเวลามีปัญหา สิ่งที่ใช้ตัดสินกันจริงคือข้อความในเอกสาร ไม่ใช่สิ่งที่เคยคุยกันไว้

ทำไมต้องอ่านสัญญาขายฝากให้เป็น

หลายคนรีบใช้เงินจึงโฟกัสแค่ว่าได้เงินเร็ว อนุมัติง่าย หรือใช้เอกสารน้อย จนลืมมองว่าเงื่อนไขในสัญญาคือสิ่งที่จะผูกตัวเองไปอีกหลายปี ความเสี่ยงของการขายฝากคือ ถ้าไถ่ไม่ทันตามกำหนด ทรัพย์จะตกเป็นของผู้ซื้อฝากทันทีโดยไม่ต้องฟ้องศาลเหมือนจำนอง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ทำขายฝากควรเข้าใจทั้งตัวเลขและเงื่อนไขทางกฎหมายให้ครบก่อนเซ็น บางครั้งความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากโดนโกงแบบชัดเจน แต่เกิดจากการอ่านสัญญาไม่ละเอียดจนยอมรับเงื่อนไขที่ตัวเองไม่เข้าใจตั้งแต่แรก

5 จุดเสี่ยงต้องระวังก่อนเซ็น

สัญญาขายฝากที่ปลอดภัยไม่ใช่สัญญาที่วงเงินสูงที่สุด แต่คือสัญญาที่เจ้าของทรัพย์เข้าใจทุกเงื่อนไขจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ย ระยะเวลาไถ่ถอน ค่าปรับ และสิทธิในทรัพย์หลังทำสัญญา เพราะจุดเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม มักกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ในอนาคต INNOHOME จึงอยากให้เช็กอย่างน้อย 5 จุด นี้ทุกครั้งก่อนเซ็นสัญญาขายฝาก อันได้แก่

1. ระยะเวลาไถ่ถอนชัดหรือไม่

ระยะเวลาไถ่ถอนคือหัวใจของการขายฝาก เพราะถ้าเลยกำหนดแม้เพียงวันเดียว สิทธิไถ่อาจหมดทันที หลายคนเข้าใจแค่ว่าเดี๋ยวค่อยต่อสัญญาได้ แต่ในความจริงการต่อสัญญาต้องทำใหม่และจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่คุยกันปากเปล่า สิ่งที่ต้องเช็กคือวันเริ่มต้น วันครบกำหนด และเงื่อนไขการต่อสัญญาต้องเขียนไว้ชัดเจนทั้งหมด เพราะหลายเคสที่ INNOHOME เคยเจอ ปัญหาไม่ได้เกิดจากไม่มีเงินไถ่ แต่เกิดจากเข้าใจวันครบกำหนดไม่ตรงกัน

2. ดอกเบี้ยและสินไถ่คำนวณยังไง

หลายคนดูแค่ว่าได้วงเงินเท่าไร แต่ไม่ได้คำนวณว่าสุดท้ายต้องใช้เงินจริงเท่าไรในการไถ่คืน จุดนี้อันตรายมาก เพราะบางสัญญาใช้วิธีคิดผลตอบแทนแยกหลายส่วนจนทำให้ภาระจริงสูงกว่าที่เข้าใจตอนแรก ดอกเบี้ยตามกฎหมายต้องไม่เกิน 15% ต่อปี แต่สิ่งที่ควรระวังคือค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนที่ถูกซ่อนในรูปแบบอื่นแทนดอกเบี้ย ดังนั้นก่อนเซ็นควรถามให้ชัดว่า วันไถ่ต้องจ่ายทั้งหมดเท่าไร และตัวเลขนั้นมาจากอะไรบ้าง

3. มีค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายแฝงหรือเปล่า

ในสัญญาขายฝากบางฉบับอาจมีค่าดำเนินการ ค่าต่อสัญญา ค่าปรับกรณีไถ่ช้า หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ได้อธิบายตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้หลายคนเสียเงินเพิ่มโดยไม่รู้ตัว INNOHOME มองว่า ถ้าสัญญาไหนมีค่าใช้จ่ายหลายชั้นจนอ่านแล้วเข้าใจยาก ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะสัญญาที่ดีควรอธิบายตัวเลขทั้งหมดได้ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ใช้ศัพท์กฎหมายซับซ้อนเพื่อทำให้เจ้าของทรัพย์สับสน

4. สิทธิการอยู่อาศัยหลังขายฝากเป็นยังไง

หลายคนเข้าใจว่าขายฝากแล้วยังอยู่บ้านต่อได้แน่นอน แต่ความจริงสิทธินี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญา ถ้าไม่ได้ระบุชัด ผู้ซื้อฝากอาจมีสิทธิเรียกคืนการครอบครองได้ในบางกรณี นี่คือจุดที่เจ้าของบ้านจำนวนมากมองข้าม เพราะคิดว่าตัวเองยังเป็นเจ้าของบ้านอยู่ ทั้งที่ในทางกฎหมายกรรมสิทธิ์ถูกโอนไปแล้วตั้งแต่วันจดทะเบียน ดังนั้นควรอ่านให้ชัดว่าผู้ขายฝากยังมีสิทธิอยู่อาศัย ใช้ประโยชน์ หรือปล่อยเช่าทรัพย์ได้หรือไม่

5. ทำสัญญาที่กรมที่ดินจริงหรือไม่

สัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ต้องจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินเท่านั้นถึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากมีการทำเอกสารนอกระบบ ทำสัญญาเพิ่มเอง หรือให้เซ็นเอกสารลอยไว้ก่อน ควรระวังทันที INNOHOME เคยเจอหลายกรณีที่ปัญหาเริ่มจากการเซ็นเอกสารที่เจ้าของทรัพย์ไม่เข้าใจ หรือมีสัญญาสองชุดที่รายละเอียดไม่ตรงกัน ดังนั้นทุกอย่างควรตรวจสอบตรงหน้าที่สำนักงานที่ดิน และไม่ควรเซ็นเอกสารว่างหรือใบมอบอำนาจที่ยังกรอกข้อมูลไม่ครบเด็ดขาด

สรุปข้อคิดเห็นจาก INNOHOME ที่เคยเจอ

จากเคสที่ INNOHOME เคยช่วยดูเรื่องขายฝากมา ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวกฎหมายอย่างเดียว แต่เกิดจากคนทำสัญญารีบเกินไปจนไม่อ่านรายละเอียดจริง ๆ หลายคนคิดว่าอีกฝ่ายพูดดี มีสำนักงาน หรือได้เงินเร็วก็เพียงพอแล้ว แต่สุดท้ายกลับมาติดปัญหาตอนใกล้ครบสัญญา เพราะไม่เคยเข้าใจว่าตัวเองกำลังเซ็นอะไรอยู่ สำหรับ INNOHOME การขายฝากไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากทำอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเข้าใจสัญญาจริงก่อนเซ็น เพราะสุดท้ายแล้ว บ้าน คอนโด หรือที่ดิน ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่มันคือสิ่งที่หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมา และไม่ควรเสียมันไปเพียงเพราะอ่านสัญญาไม่ละเอียด