ขายฝากใช้เวลากี่วัน ได้เงินเร็วจริงไหม ขั้นตอนทั้งหมด

-
-
-

เวลาคนต้องใช้เงินด่วนจากบ้าน คอนโด หรือที่ดิน คำว่า ขายฝาก มักถูกมองว่าเป็นทางลัด เพราะไม่ต้องรออนุมัติสินเชื่อนานเหมือนธนาคาร และหลายเคสสามารถจบธุรกรรมได้ภายในไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ INNOHOME อยากให้เข้าใจก่อนคือ ความเร็วของขายฝากไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงน้อยลง เพราะธุรกรรมนี้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์จริงตามกฎหมาย โดยผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ที่ระบุว่า ขายฝากคือการซื้อขายที่กรรมสิทธิ์ตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์คืนได้ หลายคนเห็นแค่ว่าได้เงินเร็ว แต่ไม่ได้คำนวณเรื่องดอกเบี้ย สินไถ่ ค่าโอน ภาษี และค่าใช้จ่ายทั้งหมด จนสุดท้ายวันที่ต้องไถ่คืนกลับกลายเป็นภาระหนักกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่แรก

ขายฝาก คืออะไร

ขายฝาก คือการนำอสังหาริมทรัพย์ไปทำสัญญาซื้อขายแบบมีสิทธิไถ่คืน โดยกรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้ซื้อฝากทันที แต่ผู้ขายฝากยังมีสิทธิซื้อคืนหรือไถ่คืนตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ในสัญญา หลายคนเข้าใจว่าขายฝากคล้ายจำนอง แต่ในทางกฎหมายถือว่าแตกต่างกันมาก เพราะจำนองยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ขณะที่ขายฝากคือการโอนกรรมสิทธิ์จริงตั้งแต่วันจดทะเบียน กฎหมายกำหนดกรอบเวลาการไถ่สำหรับอสังหาริมทรัพย์ไว้ไม่เกิน 10 ปี ตามมาตรา 494 และมาตรา 496 จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าตัวเองยังเป็นเจ้าของบ้านเหมือนเดิม ทั้งที่ตามกฎหมายกรรมสิทธิ์ได้เปลี่ยนมือไปแล้วตั้งแต่วันที่เซ็นขายฝาก

ขายฝากใช้เวลากี่วัน

โดยทั่วไป หากเอกสารครบ ทรัพย์ปลอดภาระ และผู้ซื้อฝากมีเงินพร้อม การขายฝากอาจใช้เวลาเพียง 1 ถึง 7 วัน แต่ถ้าทรัพย์ยังติดจำนองธนาคาร ต้องมีขั้นตอนปิดหนี้เดิม ไถ่ถอนจำนอง และจดทะเบียนขายฝากต่อที่สำนักงานที่ดิน ระยะเวลาอาจยาวออกไปเป็นหลายวันหรือหลายสัปดาห์ได้ทันที หลายคนคิดว่าขายฝากคือการนัดรับเงินแล้วจบ แต่ในความจริงยังต้องผ่านขั้นตอนราชการและตรวจสอบเอกสารสิทธิอย่างละเอียด กรมที่ดินเองก็มีระบบคำนวณค่าธรรมเนียมและภาษีสำหรับนิติกรรมขายฝาก จำนอง และโอนกรรมสิทธิ์โดยเฉพาะ เคสที่ได้เงินเร็วที่สุดมักเป็นทรัพย์ปลอดภาระ เพราะไม่ต้องเสียเวลาปิดหนี้และไถ่ถอนโฉนดจากธนาคารเดิม

ได้เงินเร็วจริงไหม

ขายฝากได้เงินเร็วจริงเมื่อเทียบกับการขายบ้านปกติหรือการขอสินเชื่อใหม่ เพราะผู้รับซื้อฝากส่วนใหญ่มองที่มูลค่าทรัพย์และความสามารถในการไถ่คืน มากกว่าการตรวจเครดิตแบบธนาคาร แต่สิ่งที่หลายคนพลาดคือคิดว่าจะได้เงินเต็มตามราคาประเมิน ทั้งที่ในความจริงวงเงินขายฝากมักอยู่ประมาณ 50% ถึง 70% ของราคาตลาด ขึ้นอยู่กับทำเล สภาพทรัพย์ และความเสี่ยงของผู้ซื้อฝาก หากเป็นเคสที่เอกสารครบ บ้านปลอดภาระ ไม่มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม และนัดสำนักงานที่ดินได้เร็ว บางกรณีสามารถรับเงินได้ภายใน 1 ถึง 3 วันจริง แต่ถ้าทรัพย์ยังติดจำนองธนาคาร ต้องใช้เวลาปิดหนี้เดิม ไถ่ถอนโฉนด และประสานหลายฝ่าย ระยะเวลาอาจขยับเป็นประมาณ 7 ถึง 14 วัน หรือบางเคสอาจนานกว่านั้นได้ทันที จุดสำคัญคือ ความเร็วของขายฝากขึ้นอยู่กับสถานะทรัพย์และเอกสาร มากกว่าความเร่งด่วนของเจ้าของบ้าน

อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจคือ ต่อให้ได้เงินเร็ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้เงินเต็มจำนวนตามที่ตกลงกันตั้งแต่แรก เพราะเงินที่ได้รับจริงยังต้องหักยอดหนี้เดิม ค่าโอน ภาษี อากร และค่าใช้จ่ายวันจดทะเบียนอีกหลายส่วน โดยค่าธรรมเนียมโอนทั่วไปอยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน และอากรแสตมป์อยู่ที่ 0.5% บางกรณียังมีภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เพิ่มเข้ามาอีก ดังนั้นเคสที่ดูเหมือนจะได้เงิน 3 ล้านบาท สุดท้ายเงินสุทธิจริงอาจเหลือไม่ถึงตัวเลขนั้นหลักแสนบาทได้เลย สิ่งที่ควรถามก่อนเซ็นจึงไม่ใช่แค่ได้เงินภายในกี่วัน แต่ต้องถามด้วยว่าสุดท้ายแล้วจะได้เงินสุทธิจริงเหลือเท่าไรหลังหักทุกค่าใช้จ่าย

ดอกเบี้ยขายฝากสูงสุดเท่าไร

หนึ่งในจุดที่สำคัญที่สุดของขายฝาก คือเรื่องสินไถ่และผลตอบแทน เพราะหลายคนดูแค่วงเงินที่จะได้รับ แต่ไม่ได้คำนวณว่าวันไถ่คืนต้องใช้เงินจริงเท่าไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 กำหนดหลักว่า ผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝากต้องไม่เกิน 15% ต่อปี หรือประมาณ 1.25% ต่อเดือน หลายคนเห็นตัวเลขเดือนละ 1% กว่า ๆ แล้วรู้สึกว่าไม่สูง แต่เมื่อคำนวณรวมทั้งปีและรวมค่าใช้จ่ายอื่นเข้าไป ต้นทุนจริงอาจสูงกว่าที่คิดมาก เช่น หากขายฝาก 1,000,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี สินไถ่ตามเพดานจะอยู่ประมาณ 1,150,000 บาท จุดที่ต้องระวังคือ บางแห่งไม่ได้ใช้คำว่าดอกเบี้ยตรง ๆ แต่เปลี่ยนเป็นค่าบริหาร ค่าดำเนินการ หรือค่าเสียโอกาสแทน ทำให้หลายคนเข้าใจว่าดอกเบี้ยถูก ทั้งที่ภาระรวมจริงอาจสูงกว่าเพดานกฎหมายที่ควรเป็น

ค่าใช้จ่ายในการขายฝากมีอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายขายฝากไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ย แต่ยังมีทั้งค่าโอน ภาษี อากร และค่าใช้จ่ายราชการที่หลายคนเพิ่งมารู้ตอนวันจดทะเบียนจริง โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายหลักของธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์จะมีทั้งค่าธรรมเนียมโอน 2% อากรแสตมป์ 0.5% ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ในบางกรณี และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สิ่งสำคัญคือค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้คิดจากฐานเดียวกันทั้งหมด บางรายการคิดจากราคาประเมิน บางรายการคิดจากราคาซื้อขายจริง และบางกรณีใช้ตัวเลขที่สูงกว่าเป็นฐานคำนวณ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวงเงินขายฝากที่ตกลงกันตอนแรก มักไม่ใช่ตัวเลขเงินสุทธิที่ได้รับจริงหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเฉพาะทรัพย์หลักหลายล้านบาท ความต่างของภาษีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์อาจกระทบเงินสุทธิทันทีหลายหมื่นบาท

ขั้นตอนทั้งหมดของการขายฝาก

1. ประเมินทรัพย์และวงเงินเบื้องต้น

ขั้นแรกคือส่งข้อมูลทรัพย์ เช่น โฉนด รูปถ่าย ทำเล ราคาประเมิน ยอดหนี้คงเหลือ และสถานะการครอบครอง เพื่อประเมินวงเงินที่เป็นไปได้ จุดนี้ควรดูทั้งราคาตลาดและราคาประเมินราชการ เพราะค่าใช้จ่ายราชการหลายรายการอ้างอิงจากราคาประเมินหรือราคาที่แสดง แล้วแต่กรณี ถ้าตัวเลขประเมินตั้งแต่ต้นไม่ชัด วันจดทะเบียนจริงมักมีโอกาสเจอค่าใช้จ่ายเกินคาด

2. ตรวจภาระและเอกสารสิทธิ

ขั้นตอนนี้ต้องตรวจว่าโฉนดติดจำนองหรือไม่ มีอายัด คดี ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม หรือภาระผูกพันอื่นหรือเปล่า เพราะถ้ามีปัญหาเหล่านี้ การจดทะเบียนขายฝากจะไม่สามารถจบเร็วได้ แม้ผู้รับซื้อฝากจะพร้อมเงินก็ตาม INNOHOME มองว่าขั้นนี้เป็นตัวตัดสินเวลามากที่สุด เพราะเคสที่ทรัพย์ปลอดภาระอาจเดินเรื่องได้เร็วมาก แต่เคสที่ติดธนาคารหรือมีเจ้าของร่วมหลายคนมักต้องใช้เวลาประสานเพิ่ม

3. คำนวณเงินสุทธิและสินไถ่ก่อนเซ็น

ก่อนจดทะเบียน ต้องคำนวณให้ชัดว่าเจ้าของทรัพย์จะได้เงินสุทธิเท่าไร และวันไถ่คืนต้องใช้เงินเท่าไร โดยต้องรวมราคาขายฝาก ผลตอบแทนตามสัญญา ค่าใช้จ่ายที่ผู้ขายฝากต้องรับผิดชอบ และค่าใช้จ่ายไถ่คืนในอนาคตด้วย ตามมาตรา 500 กฎหมายยังวางหลักว่า ค่าใช้จ่ายในการขายที่ผู้ซื้อออกไปต้องชำระคืนพร้อมราคาทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการไถ่เป็นภาระของผู้ไถ่ หลายคนพลาดตรงคิดว่าตัวเองไถ่คืนไหว แต่ไม่เคยรวมค่าใช้จ่ายจริงทั้งหมดเข้าไปในการคำนวณ

4. นัดสำนักงานที่ดินและจดทะเบียนขายฝาก

การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และเมื่อจดทะเบียนแล้วกรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้ซื้อฝากทันทีตามหลักในมาตรา 491 ในขั้นนี้สัญญาต้องระบุราคาขายฝาก สินไถ่ ระยะเวลาไถ่ ผู้มีสิทธิไถ่ และเงื่อนไขสำคัญให้ครบ เพราะสิ่งที่ผูกพันจริงคือเอกสารที่จดทะเบียน ไม่ใช่คำพูดที่ตกลงกันนอกรอบ จุดที่สำคัญที่สุดคืออ่านสัญญาทุกบรรทัดก่อนเซ็น เพราะหลังจดทะเบียนแล้วกรรมสิทธิ์เปลี่ยนทันที

5. รับเงิน ปิดหนี้เดิม และเก็บหลักฐานทั้งหมด

หลังจดทะเบียน หากทรัพย์ยังติดธนาคาร เงินส่วนหนึ่งจะถูกใช้ปิดหนี้เดิมก่อน แล้วส่วนที่เหลือจึงเป็นเงินสุทธิของผู้ขายฝาก ขั้นตอนนี้ควรเก็บหลักฐานการรับเงิน ใบเสร็จค่าใช้จ่าย หนังสือสัญญา และเอกสารจากสำนักงานที่ดินทั้งหมดไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้จะสำคัญมากในวันที่ต้องไถ่คืนหรือขยายเวลาไถ่ในอนาคต หลายเคสมีปัญหาเพราะไม่ได้เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายหรือเงื่อนไขเดิมไว้ครบ ทำให้วันไถ่คืนเกิดข้อโต้แย้งตามมาทีหลังได้ง่าย

ตัวอย่างคำนวณแบบเห็นภาพ

สมมติขายฝากบ้านราคา 2,000,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี โดยกำหนดผลตอบแทนเต็มเพดาน 15% ต่อปี สินไถ่โดยประมาณจะเท่ากับ 2,300,000 บาท หากมีค่าธรรมเนียมโอน 2% จะเท่ากับ 40,000 บาท และถ้าเข้าเงื่อนไขอากรแสตมป์ 0.5% จะเท่ากับ 10,000 บาท แต่ถ้าเข้าเงื่อนไขภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% จะเท่ากับ 66,000 บาท โดยอากรแสตมป์มักไม่เสียซ้ำเมื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่า แม้ขายฝาก 2 ล้านบาท แต่ต้นทุนจริงไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ย เพราะค่าใช้จ่ายราชการและภาษีสามารถเปลี่ยนเงินสุทธิได้ทันที หลายคนเห็นตัวเลขวงเงินแล้วตัดสินใจทันที แต่ไม่ได้คำนวณว่าต้องใช้เงินจริงเท่าไรในวันไถ่คืน

ขายฝากเหมาะกับใครจริง ๆ

ขายฝากเหมาะกับคนที่มีอสังหาริมทรัพย์และต้องการเงินก้อนเร็ว แต่ยังมีแผนไถ่คืนชัดเจน เช่น รอขายทรัพย์อีกชิ้น รอเงินธุรกิจเข้า รอรีไฟแนนซ์ หรือใช้เงินปิดภาระด่วนที่มีกรอบเวลาชัดเจน แต่ถ้าไม่มีแผนเงินก้อนสำหรับไถ่คืน การขายฝากอาจไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการเลื่อนวันที่เสียทรัพย์ออกไปเท่านั้น เพราะเมื่อพ้นกำหนดไถ่ ผู้ขายฝากจะเสียสิทธิไถ่ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 10 ปี ขายฝากจึงเหมาะกับคนที่มีแผนการเงินชัด มากกว่าคนที่หวังใช้เวลาเพื่อประคองปัญหาไปเรื่อย ๆ

สรุปข้อคิดเห็นจาก INNOHOME ที่เคยเจอ

จากประสบการณ์ของ INNOHOME การขายฝากเร็วจริง แต่ความเร็วไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป เคสที่ดีคือเคสที่เจ้าของทรัพย์รู้ครบ 4 ตัวเลขตั้งแต่ก่อนเซ็น ได้แก่ เงินที่ได้รับจริง เงินที่ต้องไถ่คืน ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนต่อปี และค่าใช้จ่ายกรมที่ดินรวมภาษีทั้งหมด บางคนโฟกัสแค่ว่าได้เงินภายในกี่วัน แต่ไม่เคยถามว่าถ้าวันไถ่คืนมาถึง ตัวเองต้องใช้เงินจริงเท่าไร เพราะสุดท้ายแล้ว การขายฝากที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ดีลที่ได้เงินเร็วที่สุด แต่คือดีลที่เจ้าของทรัพย์ยังมีโอกาสไถ่คืนได้จริงตามแผนที่คำนวณไว้แล้ว