รีไฟแนนซ์บ้านไม่ได้ ควรทำยังไงต่อ มีทางเลือกไหนเหลือ

-
-
-

การรีไฟแนนซ์ไม่ใช่การเปลี่ยนโปรโมชั่นธรรมดา แต่มันคือการขอสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ธนาคารจึงประเมินเครดิต ภาระหนี้ และความสามารถในการผ่อนเหมือนการกู้บ้านรอบแรกอีกครั้ง บทความนี้ INNOHOME จึงอยากพาไล่ดูว่า ถ้ารีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่านจริง ๆ เกิดจากอะไร และยังมีทางเลือกอะไรเหลือก่อนปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกินเงินเราไปเรื่อย ๆ

รีไฟแนนซ์ คืออะไร

รีไฟแนนซ์ คือการย้ายสินเชื่อบ้านจากธนาคารเดิมไปยังธนาคารใหม่ เพื่อขออัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม โดยส่วนใหญ่คนมักทำหลังผ่อนครบช่วงดอกเบี้ยโปรโมชั่นประมาณ 3 ปีแรก เพราะหลังจากนั้นดอกเบี้ยมักปรับขึ้นจนภาระต่อเดือนสูงขึ้นอย่างชัดเจน จุดสำคัญคือ รีไฟแนนซ์ไม่ใช่การขอส่วนลดจากธนาคารเดิม แต่เป็นการกู้ใหม่เพื่อเอาเงินจากธนาคารใหม่มาปิดหนี้เก่า ดังนั้นธนาคารใหม่จะตรวจเครดิต รายได้ และภาระหนี้ทั้งหมดใหม่อีกครั้งเหมือนตอนยื่นกู้บ้านครั้งแรก

หลักการที่ใช้ในการรีไฟแนนซ์บ้าน

หลักการของรีไฟแนนซ์คือการลดต้นทุนดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระยะยาว ธนาคารจะพิจารณาว่าผู้กู้ยังมีความสามารถในการผ่อนต่อหรือไม่ ผ่านการดูรายได้ประจำ ภาระหนี้รวม ประวัติเครดิต และมูลค่าหลักประกัน โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้ต่อรายได้หรือ DSR ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารมักต้องการให้ภาระผ่อนรวมไม่สูงเกินประมาณ 40% ถึง 50% ของรายได้ ต่อให้ผ่อนบ้านตรงมาตลอด แต่ถ้ามีหนี้บัตรเครดิต รถ หรือสินเชื่อส่วนบุคคลสูงเกินไป ก็ยังมีโอกาสรีไฟแนนซ์ไม่ผ่านได้เหมือนกัน

รีไฟแนนซ์ vs รีเทนชั่น

รีไฟแนนซ์คือการย้ายธนาคาร ส่วนรีเทนชั่นคือการเจรจาขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมโดยไม่ย้ายสินเชื่อ จุดต่างสำคัญคือ รีไฟแนนซ์มักได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่ต้องยื่นเอกสารใหม่ ประเมินเครดิตใหม่ และมีค่าใช้จ่ายเรื่องจดจำนองหรือค่าธรรมเนียมบางส่วน ขณะที่รีเทนชั่นทำง่ายกว่า ใช้เอกสารน้อยกว่า และเหมาะกับคนที่เครดิตเริ่มไม่แข็งแรงแล้ว INNOHOME มองว่า ถ้าเครดิตยังดี รายได้มั่นคง รีไฟแนนซ์มักคุ้มกว่าในระยะยาว แต่ถ้าเริ่มมีภาระหนี้หรือเคยมีประวัติค้าง การรีเทนชั่นอาจเป็นทางออกที่ปลอดภัยกว่า

สาเหตุหลักที่ทำให้การกรณีไฟแนนซ์ไม่ผ่าน

สาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดคือประวัติการเงินเริ่มมีปัญหา เช่น เคยค้างบัตรเครดิต ผ่อนรถล่าช้า หรือมีประวัติผิดนัดเกิน 30 ถึง 90 วัน ซึ่งแม้จะไม่ใช่หนี้บ้านโดยตรง แต่ธนาคารจะมองว่าเป็นสัญญาณความเสี่ยง นอกจากนี้ภาระหนี้รวมที่สูงเกินไป รายได้ไม่พอ หรือเพิ่งเปลี่ยนงานใหม่ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน หลายคนเข้าใจผิดว่าผ่อนบ้านตรงอย่างเดียวคือพอ แต่ในความจริงธนาคารดูสุขภาพการเงินทั้งระบบ ไม่ได้ดูเฉพาะบ้านหลังเดียว บางกรณีแม้เครดิตไม่ได้เสีย แต่มีการใช้วงเงินบัตรเครดิตหนักหรือมีหนี้หลายก้อน ก็อาจทำให้รีไฟแนนซ์ไม่ผ่านได้

กรณีไฟแนนซ์บ้านได้ตามเงื่อนไข

โดยทั่วไปคนที่รีไฟแนนซ์ผ่านง่าย มักเป็นกลุ่มที่ผ่อนบ้านตรงต่อเนื่อง ไม่มีหนี้เสีย มีรายได้มั่นคง และภาระหนี้รวมไม่สูงเกินเกณฑ์ รวมถึงมีประวัติเดินบัญชีสม่ำเสมอ จุดสำคัญอีกอย่างคือมูลค่าบ้านต้องยังสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับยอดหนี้คงเหลือ เพราะธนาคารจะประเมินความเสี่ยงจากหลักประกันด้วย พูดง่าย ๆ คือ ธนาคารต้องมั่นใจว่าถ้าปล่อยกู้ใหม่ไปแล้ว ผู้กู้ยังมีศักยภาพจ่ายต่อได้จริงในระยะยาว

กรณีไฟแนนซ์บ้านไม่ได้ มีทางเลือกอะไรอยู่บ้าง

1. ขอรีเทนชั่นกับธนาคารเดิม

ถ้าธนาคารใหม่ไม่อนุมัติ วิธีที่ควรลองทันทีคือขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม เพราะธนาคารเดิมเห็นประวัติการผ่อนทั้งหมดอยู่แล้วและมักยืดหยุ่นกว่าธนาคารใหม่ โดยเฉพาะคนที่ผ่อนตรงมาตลอด หลายครั้งแม้ดอกเบี้ยจะไม่ได้ต่ำเท่ารีไฟแนนซ์ แต่ก็ช่วยลดค่างวดลงได้มากพอสมควรโดยไม่ต้องเสี่ยงยื่นกู้ใหม่

2. ปิดหนี้ก้อนเล็กก่อนยื่นใหม่

หลายเคสที่ INNOHOME เจอ รีไฟแนนซ์ไม่ผ่านไม่ได้เกิดจากบ้าน แต่เกิดจากหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่กิน DSR มากเกินไป การทยอยปิดหนี้ก้อนเล็กก่อน แล้วรอเดินบัญชีใหม่ประมาณ 3 ถึง 6 เดือน อาจช่วยให้โอกาสผ่านรอบถัดไปดีขึ้นมาก บางครั้งแค่ลดภาระรายเดือนลงไม่กี่พันบาท ก็เปลี่ยนผลอนุมัติได้เลย

3. ยื่นหลายธนาคารแทนการยึดติดที่เดียว

แต่ละธนาคารมีเกณฑ์อนุมัติไม่เหมือนกัน บางแห่งเข้มเรื่องเครดิต บางแห่งให้น้ำหนักกับรายได้หรือหลักประกันมากกว่า ดังนั้นถ้าไม่ผ่านจากที่หนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะไม่ผ่านทุกที่ INNOHOME เคยเจอหลายเคสที่ธนาคารแรกปฏิเสธ แต่ธนาคารถัดมาอนุมัติ เพราะมองความเสี่ยงต่างกัน

4. ประเมินใหม่ว่าควรเก็บบ้านต่อไหม

บางครั้งการพยายามรีไฟแนนซ์อาจไม่ใช่คำตอบ ถ้าปัญหาจริงคือรายได้ไม่สัมพันธ์กับภาระบ้านแล้ว การฝืนเก็บบ้านไว้ต่ออาจยิ่งทำให้การเงินหนักขึ้นเรื่อย ๆ INNOHOME มองว่า บ้านที่ดีไม่ควรทำให้ชีวิตพังทางการเงิน ดังนั้นบางกรณีการขายออกเพื่อลดภาระ อาจเป็นการรักษาอนาคตตัวเองมากกว่าการยื้อไว้ทุกทาง

กรณีศึกษาที่อยากแบ่งปันสำหรับผู้สนใจรีไฟแนนซ์บ้าน

INNOHOME เคยเจอลูกค้ารายหนึ่งที่ผ่อนบ้านตรงมาตลอดและมั่นใจมากว่ารีไฟแนนซ์ผ่านแน่นอน แต่สุดท้ายถูกปฏิเสธเพราะช่วงหลังเริ่มใช้บัตรเครดิตหนักและมีสินเชื่อรถเพิ่ม ทำให้ DSR สูงเกินเกณฑ์ แม้รายได้ยังเท่าเดิมก็ตาม ช่วงแรกเจ้าตัวเสียใจมากเพราะคิดว่าตัวเองเครดิตดีมาตลอด แต่หลังจากปิดหนี้บัตรบางส่วนและรอเดินบัญชีประมาณ 4 เดือน ก็สามารถยื่นใหม่และผ่านได้ในที่สุด เคสนี้ทำให้เห็นว่า ปัญหาหลายครั้งไม่ได้อยู่ที่บ้าน แต่อยู่ที่ภาพรวมสุขภาพการเงินทั้งระบบ

สรุปข้อคิดเห็นจาก INNOHOME ที่เคยเจอ

จากประสบการณ์ของ INNOHOME คนจำนวนมากมองรีไฟแนนซ์เป็นแค่เรื่องดอกเบี้ย แต่จริง ๆ แล้วมันสะท้อนสถานะการเงินทั้งชีวิตของผู้กู้ในช่วงเวลานั้น ถ้าเครดิตเริ่มเสีย ภาระหนี้สูง หรือรายได้ไม่มั่นคง ธนาคารจะมองเห็นทั้งหมดผ่านข้อมูลทางการเงิน ดังนั้นถ้ารีไฟแนนซ์ไม่ผ่าน สิ่งสำคัญไม่ใช่รีบยื่นใหม่ทันที แต่ต้องย้อนกลับมาดูว่าอะไรคือจุดที่ทำให้ธนาคารไม่มั่นใจในตัวเรา เพราะเมื่อแก้ต้นเหตุถูกจุด หลายครั้งทางออกไม่ได้มีแค่การเปลี่ยนธนาคาร แต่คือการทำให้โครงสร้างการเงินทั้งระบบกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง